การเลือกขนาดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงและต้นทุนพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม ขนาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดมักขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้าสำรอง (Standby Power) ของแต่ละสถานประกอบการ ดังนี้
1. ช่วงกำลังผลิตยอดนิยม
โรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทยมักเลือกใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในกลุ่มพิกัด ดังนี้:
500 kVA – 1,000 kVA: เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับโรงงานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สามารถรองรับการเดินเครื่องจักรพื้นฐาน ระบบแสงสว่าง และระบบปรับอากาศส่วนกลางได้พร้อมกัน
1,200 kVA – 2,000 kVA: สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่มีการใช้มอเตอร์ขนาดใหญ่หรือระบบการผลิตที่ใช้พลังงานสูง (High Energy Consumption)
ต่ำกว่า 500 kVA: นิยมใช้ในโรงงานขนาดเล็ก หรือใช้สำรองเฉพาะจุด เช่น ระบบคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ระบบความปลอดภัย หรือห้องเย็นขนาดเล็ก
2. ปัจจัยหลักในการเลือกขนาดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
เพื่อให้ได้ขนาดที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรพิจารณาองค์ประกอบต่อไปนี้:
Load Profile: วิเคราะห์การใช้ไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเวลาทำงานปกติ (Peak Load) เพื่อป้องกันการ Over-sizing (เครื่องใหญ่เกินไปทำให้เปลืองเชื้อเพลิง) หรือ Under-sizing (เครื่องเล็กเกินไปจนรับภาระไม่ไหว)
Starting Current: เครื่องจักรที่มีมอเตอร์ขนาดใหญ่ต้องการกระแสไฟฟ้าขณะสตาร์ทสูงกว่าปกติ 3-5 เท่า ต้องเลือกขนาดเครื่องที่รองรับค่า Peak นี้ได้
ประเภทของเชื้อเพลิง: ดีเซลเป็นตัวเลือกหลักเนื่องจากเสถียรภาพในการจัดหาและอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ระบบควบคุม (ATS): ระบบเปลี่ยนแหล่งจ่ายไฟอัตโนมัติ (Automatic Transfer Switch) ช่วยลดระยะเวลา Downtime เมื่อไฟฟ้าหลักขัดข้อง
สรุปการเลือกขนาดเบื้องต้น
- < 500 kVA เหมาะสำหรับโรงงานขนาดเล็ก การใช้งาน: สำนักงาน, ระบบแสงสว่าง, ห้องเย็น
- 500 – 1,000 kVA เหมาะสำหรับโรงงานขนาดกลาง การใช้งาน: สายการผลิตทั่วไป, เครื่องจักรขนาดกลาง
- 1,000 kVA> เหมาะสำหรับโรงงานขนาดใหญ่ การใช้งาน: อุตสาหกรรมหนัก, มอเตอร์ขนาดใหญ่
การเลือกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไม่ใช่เพียงการดูที่ตัวเลข kVA เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงความเสถียรของระบบไฟในโรงงานด้วย ควรปรึกษาวิศวกรไฟฟ้าเพื่อทำ Load Calculation ให้แม่นยำก่อนการติดตั้ง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนในระยะยาว



